Head
หน้าหลัก ติดต่อเรา
Menu
หน้าหลัก
เกี่ยวกับเรา
ประชาสัมพันธ์ / กิจกรรม
บทความสุขภาพ
สินค้าผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างผู้ใช้สินค้า
กระทู้ถาม-ตอบ
ดาวน์โหลด
ติดต่อเรา
รวมข้อมูลอื่นๆ
สำหรับสมาชิก


<< กลับสู่หน้าหลักสินค้า  

คลอโรฟิลล์ เข้มข้น ชนิดละลายน้ำ
ประเภท : เครื่องดื่ม
ส่วนผสมหลัก : (อัลฟัลฟ่า)
ผลิต : สหรัฐอเมริกา
ผลสำรวจ :
   
      คลอโรฟิลล์ คือส่วนที่เป็นสีเขียวในพืช มีหน้าที่สังเคราะห์แสง โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มารวมกับคาร์บอนไดออกไซค์ที่พืชดูดจากอากาศผ่านทางใบ รวมกับน้ำที่พืชดูดมาทางราก กลายเป็นอาหารทำให้พืชเจริญเติบโตได้ และคายก๊าซออกซิเจนออกมา
      จากการสกัด และวิเคราะห์ "คลอโรฟิลล์" จากพืชกว่า 6000 ชนิด พบว่าคลอโรฟิลล์ที่ได้จากต้นอัลฟัลฟ่า จะบริสุทธิ์และดีที่สุด เพราะระบบราก สามารถชอนไชในดินได้ลึกกว่า 130 ฟุตดังนั้นจึงสามารถดูดซึมอาหารได้มากกว่า บริสุทธิ์กว่าไม่สะสมสารพิษไว้ในตัวมันเอง ในการสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์นั้น เราจะนำเอาต้นอัลฟัลฟ่าที่ไม่แก่เกินไปหรืออ่อนเกินไปมาคั้นเอาน้ำสีเขียวพร้อมทั้งเกลือแร่ต่างๆ เช่นกรดอะมิโน 8 ชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนไอโซลิวซีน , ลิวซีน , ไลซีน , เมไธโอนีน , ฟินิลอะลานีน , เทรโอนีน , ทริปโตฟาน , และวานลีน ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ แต่มีความจำเป็นต่อร่างกาย พร้อมทั้งเกลือแร่อื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส , แคลเซียม , โปแตสเซียม , สังกะสี , เซเลเนียม และแมกเนเซียมและวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน เอ,บี,ดี,อี และ เค และเอ็นไซม์ต่างๆ ที่ช่วยต้านสารพิษได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น เราจะนำน้ำอัลฟัลฟ่า
สีเขียวนี้มาดูดความชื้นออก และทำให้แห้งภายใน 3 วินาที ด้วยวิธีการฟรีซดราย ภายใต้อุณหภูมิเย็นพิเศษจะได้คลอโรฟิลล์ผงที่ละลายน้ำได้ 100% ผงที่สกัดแห้งนี้สามารถเก็บไว้ได้นานนับสิบปี
      คลอโรฟิลล์ โดยตัวของมันเองจะไม่ละลายน้ำ แต่จะละลายได้ในไขมัน หรือแอลกอฮอล์ แต่ทางเราสามารถสกัดเอาคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ที่สามารถละลายน้ำได้ออกมา ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ผิดกับคลอโรฟิลล์ที่ละลายในไขมัน จะไม่ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารแต่จะถูกย่อยในลำไส้เล็ก และจะถูกเก็บไปสะสมไว้ที่ตับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้แต่คลอโรฟิลล์ของเรา สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย เพราะในกรณีที่คลดโรฟิลล์ของเราใช้ไม่หมดก็จะถูกขับถ่ายทิ้งไป
      คลอโรฟิลล์ คือ สารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียวและทำหน้าที่หลักคือ สังเคราะห์แสง (PHOTOSYNTHESIS) โดยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแร่ธาตุต่างๆ จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซออกซิเจนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ คลอโรฟิลล์ธรรมชาติมีหลายชนิด บางชนิดสังเคราะห์แสงได้ในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น แต่บางชนิดสังเคราะห์แสงได้แม้ในที่ไม่มีแสง เช่น ในร่างกายของคน จึงมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานหรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน พบว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์ของพืชทั่วไปจะถูกปกป้องและปิดกั้นด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ระบบการย่อยอาหารปกติของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเราได้ ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวของมันเองละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอลล์บางชนิดเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยปราศจากการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่ และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่ายไม่สะสมไว้ในร่างกาย ผิดกับคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในไขมัน จะไม่ถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหารแต่จะย่อยและดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก คลอโรฟิลล์ชนิดนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกส่งไปสะสมไว้ที่ตับ (LIVER) ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อตับได้ องค์การอาหารและยาสหรัฐจึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายน้ำได้ (WATER SOLUBLE CHOLOPHYLL) เท่านั้น ว่าปลอดภัยต่อการบริโภคของคน ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่อาการท้องเสียอย่างเบาบางในบางกรณีเท่านั้น
         
โมเลกุลเลือดแดงมนุษย์                                 คลอโรฟิลล์
ด้วยสูตรโครงสร้างของโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์มีแมกนีเซียม (Mg) และเม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้สีต่างกัน คือ คลอโรฟิลล์มีสีเขียวแต่เม็ดเลือดแดงมีสีแดง จากจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า "เลือดของพืช" (BLOOD OF PLANT) ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันออกมาว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้จนผู้ทำวิจัยได้รับรางวัลโนเบล (NOBLE PRIZE) ไปแล้วถึง 2 ท่านด้วยกัน คือ ดร.ริชาร์ด วิน สเตตเตอร์ (DR. RICHARD WINSTATER) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออสเตรีย ในปี ค.ศ.1930 ผู้ซึ่งค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์ ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก (Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภท ทำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้น ทั้งนี้แมกนีเซียม (Mg) ที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซี่ยม (ca) เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูกต่าง ๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ในโพรงกระดูกซึ่งมีไขกระดูก (BONE MARROW) ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น (หน้าที่ของไขกระดูก คือ สร้างเม็ดเลือดแดงและปรับระดับความเป็นด่างในกระแสเลือด) จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐ กับผู้ป่วยแผลเปิด จำนวน 3,600 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ให้เร็วขึ้น ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ 25 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปและรอยแผลเป็นลดขนาดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า จากกรณีนี้จึงมีการวิจัยต่อเกี่ยวกับการรักษาอาการเจ็บป่วยภายในร่างกายอันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ขึ้น พบว่าผู้ป่วยทั้ง 1,227 ราย กลิ่นภายในหายหมดหลังจากใช้คลอโรฟิลล์ผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงให้การรับรองว่าเป็นยาดับกลิ่นภายใน สามารถซื้อขายได้ตามร้านขายยาทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 1990 ตามเอกสารที่ขึ้นทะเบียนยาที่ 21 CFR Part 357 Deodorant Drug Products for Internal Use For Over-the-Counter Human Use;Final Monograph;FinalRule
คลอโรฟิลล์ จาก "อัลฟัลฟ่า"
      การสกัดและวิเคราะห์ "คลอโรฟิลล์" จากพืชกว่า 6,000 ชนิด พบว่าพืชที่ให้ "คลอโรฟิลล์" ที่บริสุทธิ์และดีที่สุดคือ "อัลฟัลฟ่า" (ALFALFA) ซึ่งจัดเป็นพืชจำนวนที่มีฝัก (LEGUMES) ตระกูลถั่ว และมีระบบรากที่มหัศจรรย์มาก ในบางพื้นที่รากของอัลฟัลฟ่าสามารถซอนไซลงไปลึกกว่า 130 ฟุต จึงมีประสิทธิภาพในการดูดซึมอาหารได้มากกว่าและบริสุทธิ์กว่าอีกทั้งตัวของมันเองจะไม่สะสมสารพิษ ชาวอาหรับโบราณรู้จักใช้ประโยชน์จาก "อัลฟัลฟ่า"มากกว่า 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล โดยใช้เป็นพืชเลี้ยงสัตว์ และใช้ใบมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม จึงขนานนามให้เป็น AL- FAS-FAH-SHA หรือ "ราชาแห่งอาหารทั้งมวล" ประโยชน์ของ "อัลฟัลฟ่า" สามารถใช้บำบัดอาการปวดบวมและอักเสบต่าง ๆ เช่น ปวดข้อ จนกระทั่งถึงความผิดปกติ ในระบบทางเดินอาหารและเซลล์ตับถูกทำลาย นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า "อัลฟาฟ่า" สามารถช่วยทำให้เลือดสะอาดขึ้น
      อัลฟาฟ่า เป็นพืชที่ให้กรดอะมีโนที่จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด ซึ่งได้แก่ กรดอะมิโนไอโซลิวซีน ,ลิวซีน,ไลซีน,เมไธโอนีน,ฟินิลอะลานีน,เทรโอนีน,ทริปโตฟานและวาลีน กรดอะมิโนเหล่านี้ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเซลล์ใหม่ในอัลฟัลฟ่า ยังมีวิตามิน เอ,บี 6,บี12,ดี,อี และ เค รวมทั้งเกลือแร่ เช่น ฟอสฟอรัส, โปรตัสเซียม, แคลเซี่ยม,สังกะสี,เซเลเนียม และ แมกนีเซียม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์หลักอีก 8 ชนิด คือ ไลเปส,อาเมเลส,โคกูเลส,อีมูลซิน,อินเวอร์เตส,อินเวอร์เตส,เปอร์อ๊อกซิเดส,เพคติเนส,โปรตีส,มนุษย์เราต้องการเอนไซม์มากกว่า 3,000 ชนิด แต่ร่างกายสร้างได้เองเพียงไม่กี่ชนิด นอกนั้นต้องบริโภคจากอาหารสดประจำวัน ประเภทพืชผักและผลไม้ต่าง ๆ แต่ถ้าหากอาหารเหล่านี้ผ่านความร้อนเกินกว่า 55 องศาเซลเซียสขึ้นไป เอนไซม์ต่าง ๆ จะเสื่อมหรือเปลี่ยนรูปไปและร่างกายจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ร่างกายต้องการเอนไซม์เพื่อช่วยปรับระดับความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ และจากวิธีการรับประทานอาหารในปัจจุบันนี้ เราได้รับเอนไซม์เข้าไปในร่างกายน้อยมาก
      ในอัลฟาฟ่ายังมีซาโปนิน ซึ่งเป็นสารที่มีผลในการลดในการอุดตันของเส้นเลือดและช่วยยับยั้งคลอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL)ในเลือดลงได้ จึงช่วยลดความดันโลหิตลง
      ไอโซฟลาโวน,ฟลาโวลและสเตอโรล ในอัลฟาฟ่ายังช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และปรับระดับฮอร์โมนดังกล่าวในผู้หญิง ทั้งก่อนมีรอบเดือน (PMS) และอยู่ในวัยที่ใกล้จะหมดรอบเดือน (MENOPAUSE)


ภาพภายในโรงผลิตคลอโรฟิลล์ ที่สหรัฐอเมริกา

คลอโรฟิลล์จะช่วยท่านได้อย่างไร
จากประสบการณ์ของผู้บริโภคจากทั่วโลกสรุปความหน้าสนใจของคลอโรฟิลล์ได้ดังนี้
       ทำให้สดชื่น หายเหนื่อยจากอาการอ่อนเพลีย มีผลดีกว่ากาแฟ 50 เท่า
       ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ
       ช่วยปรับระดับน้ำตาลในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะไปทำให้ตับอ่อนทำหน้าที่ดีขึ้น สามารถผลิตอินซูลินได้มากขึ้น
       ทำให้อาการของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ผื่นลมพิษ ทุเลาลง
       ขับกรดจากข้อต่อต่าง ๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวทุเลาลง
       ขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยเฉพาะสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะ หรือสารตกค้างจากเคมีบำบัด และในอาหารทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น
       แมกนีเซียมที่หลุดออกจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่พาแคลเซียม เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น
       มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ใช้รักษาแผลอักเสบ แผลเปื่อย แผลเรื้อรัง แผลในปาก แผลในกระเพาะอาหาร และช่วยบรรเทาอาการลำไส้อักเสบ
       ป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
       แก้ปัญหาท้องผูก การขับถ่ายดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
       ช่วยดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้าและกลิ่นอับไม่พึงประสงค์ได้ดี
       บรรเทาอาการชา บวมและเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้
       ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบ็คทีเรีย, ใช้รักษาแผลอักเสบ, แผลเปื่อย, แผลเรื้อรัง, แผลถลอก, แผลไฟไหม้, เหงือกอักเสบ, แผลในปาก
       บรรเทาอาการปวดศรีษะทั่วไป และปวดศรีษะไมเกรนได้
       ช่วยบรรเทาเรื่องโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบได้
       แก้ปัญหาเรื่องสิว, ฝ้า, ปวดประจำเดือน, ประจำเดือนมาไม่ปกติ
       ช่วยให้ผู้ที่เป็นต้อกระจกมองเห็นดีขึ้น
       ช่วยปรับระดับความดันโลหิต เพราะไปช่วยให้ผนังเส้นโลหิต แข็งตัวน้อยลงในผู้สูงอายุ ทำให้เส้นผนังโลหิตยืดหยุ่นมากขึ้น ลดความดันโลหิตลงมาได้
       มีสารอาหารบำรุงเส้นผม ทำให้ผมหงอกดำขึ้น ช่วยลดอาการผมร่วง
 
   

กลับสู่ด้านบน

Foot
WWW.GREENINTER.COM
| หน้าหลัก | สงวนสิทธิ์ | เงื่อนไขในการใช้บริการ | ติดต่อเรา | e-mail : greeninter1@hotmail.com
© Copy right 2008 Greeninter.Com All right reserved.